เที่ยวญี่ปุ่น 3 : ลาก่อนญี่ปุ่น แล้วเจอกันใหม่

Shin-Kiba Station

ในวันสุดท้ายของทริป หลังจากที่ผมออกจากงาน Idol Yokocho ที่เคยเขียนไปก่อนหน้านี้แล้ว ก็ยังมีเวลาอีกพักใหญ่ ให้ผมได้เก็บตกสิ่งที่ยังไม่ได้ทำในทริปวันก่อนหน้านี้

JR Tokyo Station

ผมนั่งรถไฟสาย Musashino สายเดียวกับที่นั่งมาตอนเช้า กลับไปยังสถานีโตเกียว เพื่อที่จะไปยัง First Avenue Tokyo Station ห้างที่อยู่ชั้นใต้ดินของสถานีโตเกียว ที่ผมพลาดไปเมื่อทริปที่แล้ว

JR Tokyo Station

ด้วยคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สถานีและ JR East Pass ที่ช่วยให้ผมผ่านส่วนที่ต้องซื้อตั๋วสถานีได้โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม ผมก็เจอทางเดินที่จะพาไปยังห้างดังกล่าวนี้สักที

First Avenue Tokyo Station

ในที่สุดก็เจอห้าง First Avenue Tokyo Station แล้ว

Youshoku Ichiban

ตอนมาถึงที่นี้ก็เป็นเวลาเย็นมากแล้ว ผมเลยหาร้านอาหารที่น่าสนใจเพื่อทานมื้อเย็น ก็ไปเจอร้าน Youshoku Ichiban

Youshoku Ichiban

เมนูของร้านนี้จะเน้นไปทางข้าวราดแกงกะหรี่และอาหารตะวันตกสไตล์ญี่ปุ่น เช่น ข้าวห่อไข่ สเต็ก

Youshoku Ichiban - Omurice with Hamberg in Hayashi Sauce

ผมสั่งข้าวห่อไข่แลแฮมเบิร์กราดซอสฮายาชิ รสชาติก็โอเคสมราคา 1,600 เยน แต่ตอนนั้นความอร่อยเพิ่มขึ้นสองเท่า เพราะทั้งวันยังไม่ได้ทานอะไรหนัก ๆ เลย

สำหรับคนที่อยากไปลองทาน ผมเช็คตอนที่เขียนโพสนี้ พบว่าร้านปิดกิจการไปแล้ว เวลา 2 ปีกว่าช่างน่ากลัวจริง ๆ

First Avenue Tokyo Station

พอทานข้าวเสร็จ ผมก็เดินดูร้านค้าต่าง ๆ และเก็บตกแผ่นซีดีเพลงที่ร้าน Tower Records ในห้าง

Yodobashi Akiba

แต่พอดีแผ่นซีดีที่ผมอยากได้ไม่มีที่ร้านสาขานั้น ผมก็เลยนั่งรถไฟไปร้าน Tower Records ที่ห้าง Yodobashi-Akiba แทน เพราะยังมีเวลาเหลืออยู่ ก่อนที่่จะต้องไปโหลดกระเป๋าที่สนามบินฮาเนดะ

เรื่องนี้ถือเป็นข้อดีของการขึ้นเครื่องบินที่สนามบินฮาเนดะ เพราะการเดินทางไปสนามบินใช้เวลาไม่นาน ทำให้มีเวลาเที่ยวต่อได้มากกว่าไปขึ้นเครื่องที่สนามบินนาริตะ

Haneda Airport International Terminal

ผมเองไม่ได้ถ่ายรูปตอนช่วงขากลับไว้มากนัก เพราะติดเรื่องกระเป๋าน้ำหนักเกินตอนโหลดกระเป๋าที่สนามบิน โชคดีที่ว่าผมมีลังพัสดุของ mu-mo ที่สั่งไปส่งโรงแรมอยู่ ก็เลยเอาของในกระเป๋าถ่ายออกมาใส่ไว้ในลังบางส่วน ส่วนการแพ็คกล่อง ตอนแรกผมจะใช้บริการห่อของของสนามบิน แต่ราคาจัดว่าแพง สุดท้ายไปได้เทปแพ็คลังของเจ้าหน้าที่ ANA มาแพ็คลัง ทำให้รอดพ้นปัญหานี้ไปได้

พอผ่านตม.มาแล้ว ผมก็แวะซื้อขนมและของฝากที่ร้าน duty free ด้านใน

Haneda Airport International Terminal

พอซื้อของเสร็จ ก็ไปนั่งพักหน้าเกต รอเวลาเรียกขึ้นเครื่อง ซึ่งเครื่องบินขากลับก็ยังเป็น Boeing 787 เช่นเดิม

ANA Boeing 787

หน้าตาเก้าอี้ก็คล้าย ๆ กับเก้าอี้ตอนขามา

ANA Boeing 787

แต่ที่แตกต่างคือ จอแสดงผลที่เป็นรุ่นเก่าและมีขนาดเล็กกว่า

ANA night bag

ตอนขากลับผมไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากนอน เพราะพอลงเครื่องก็ต้องไปทำงานต่อเลย ระหว่างผมหลับอยู่ เจ้าหน้าที่ก็เอาถุงใส่ขนมและของว่างมาให้ ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นไอเดียที่ดี เพราะหลาย ๆ ครั้งผมไม่อยากถูกบังคับให้ตื่นเพียงเพื่อทานขนม

ANA Grilled whitefish teriyaki

ตื่นมาอีกทีก็เป็นเวลาทานมื้อเช้าแล้ว เจ้าหน้าที่ก็เดินมาถามว่าให้เลือกว่าจะรับอาหารแบบญี่ปุ่นหรือตะวันตกเหมือนตอนขามา ซึ่งผมเองยังคงเลือกอาหารญี่ปุ่นเช่นเดิมกับตอนขามา ซึ่งเมนูรอบนี้เป็นข้าวไก่ย่างเทอริยากิกับปลาเนื้อขาว มีเครื่องเคียงเป็นบะหมี่เย็นและสลัดมันฝรั่ง รสชาติถือว่าดีทีเดียว แต่รู้สึกว่ามันน้อยไปหน่อย

New Yakult

ในชุดได้นมยาคูลสูตรใหม่มาด้วย รสชาติยังคงหวานคล้ายของไทย แต่รู้สึกว่ามันกลมกล่อมกว่า

Tokyo Skytree

และทริปเที่ยวญี่ปุ่นรอบที่ 3 ของผมก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ ซึ่งการไปเที่ยวญี่ปุ่นรอบนี้ ผมเองก็ได้มีโอกาสลองทำกิจกรรมอะไรใหม่ ๆ ที่นี้มากขึ้น ตั้งแต่การไปดูคอนเสิร์ตใหญ่ ๆ การนั่งชินคันเซนข้ามจังหวัด และการปั่นจักรยานดูบรรยากาศต่างจังหวัด โดยรวมแล้วก็ถือเป็นทริปที่ผมพอใจ แต่ก็ยังไม่จุใจเท่าไร ซึ่งผมเองก็พยายามจะหาโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่นในครั้งถัดไปให้ได้ครับ

อย่างไรก็ตามบล็อกบันทึกการเดินทางของผมก็ยังไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ ตอนหน้าผมจะมาเขียนถึงการเดินทางของผมที่ไต้หวัน เพื่อน ๆ อย่าลืมติดตามกันนะครับ

Leave a Reply